Back

บทความเรื่อง "ประชาชน พลเมือง ราษฎร" โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน จาก สยามรัฐ

ประชาชน พลเมือง ราษฎร

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน, ราชบัณฑิต

ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่ขณะนี้ มีประเด็นต่างๆ ที่จะนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งหลายประเด็น เช่น นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. การเลือกตั้งโดยมีทั้งพรรคและกลุ่ม การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกและการสรรหา องค์กรถ่วงดุลอำนาจซึ่งเพิ่มขึ้นหลายองค์กร ฯลฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปตามกระบวนการต่อไป แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ใช้นั่นคือคำว่า พลเมือง ซึ่งในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะมีคำว่าประชาชนเป็นหลัก คำว่าพลเมืองไม่ค่อยปรากฏและอาจจะมีคำว่าราษฎรปรากฏอยู่บางแห่ง แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ขณะนี้กลับยกคำว่าพลเมืองเป็นคำสำคัญ ซึ่งหมายถึงพลหรือพละแห่งเมืองคือประเทศ แปลว่า ประชาชนมีสิทธิอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงตีความว่าพลเมืองหมายถึงคนที่อยู่ในประเทศที่มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างมากมาย เพราะคำมว่าพลเมืองถูกใช้ปนเปกับคำว่าประชาชน และมีคำว่าราษฎรปนอยู่ด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความสับสน และบางฝ่ายก็มองว่าเป็นเรื่องไร้ความจำเป็นและรกรุงรัง นำไปสู่การขัดกับกฎหมายหลายฉบับ

         ประธานกรรมาธิการผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้อรรถาธิบายว่า ในอดีตนั้นภายใต้ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาชนทั่วไปเรียกว่า ไพร่ฟ้า โดยอ้างศิลาจารึกว่าไพร่ฟ้าหน้าใส ไพร่ฟ้าหน้าปก กล่าวคือ เป็นไพร่ซึ่งได้แก่สามัญชน แห่งฟ้าซึ่งหมายถึงสรวงสรรค์ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์ ไพร่ฟ้าจึงแปลว่าพสกนิกรที่อยู่ภายใต้กษัตริย์ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ผู้เขียนขอขยายความว่า คำว่าไพร่ฟ้ายังโยงกับการปกครองสมัยนั้นคือแบ่งคนเป็น 3 ชั้น ชนชั้นปกครองได้แก่ เจ้าและขุนนาง ชั้นที่สองคือไพร่ ชั้นที่สามได้แก่ทาส ส่วนภิกษุสงฆ์อยู่กึ่งกลางแต่ก็ถูกอนุโลมให้อยู่ในกลุ่มผู้ปกครอง ไพร่คือสามัญชนที่ต้องทำราชการเข้าเดือนออกเดือน คือถูกเกณฑ์แรงงานเดือนสลับเดือน แบ่งเป็นไพร่หลวงขึ้นอยู่กับกรมกองรัฐบาล ไพร่สมขึ้นอยู่กับขุนนางและเจ้า ในกรณีไม่อยากรับราชการต้องจ่ายเป็นของหรือเงิน เรียกว่า ไพร่ส่วย ส่วนทาสนั้นเป็นสมบัติเหมือนกับสิ่งของ ข้อสังเกตคือไพร่ ทั้งไพร่หลวง ไพร่สม ทาส ต่างมีศักดินาคือฐานะความเป็นคนโดยวัดด้วยนาเป็นไร่ แต่จะไม่ใช้คำว่าไร่ เช่น ไพร่มีศักดินาสูงสุด 25 ขึ้นอยู่กับเป็นไพร่หัวเรือนคือหัวหน้าครอบครัว ไพร่มีครัวคือไพร่ที่แต่งงานแล้ว ส่วนทาสซึ่งรวมถึงยาจกและวณิพกมีศักดินา 5 ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายถึงมีที่นาตามจำนวนดังกล่าว แต่เป็นดัชนีชี้ฐานะของคนโดยใช้ศักแห่งนาเป็นเครื่องวัด ซึ่งใช้อยู่ในสมัยอยุธยาเป็นราชธานีจนถึงยุครัชกาลที่ 5 เลิกระบบทาส และที่สำคัญเลิกระบบไพร่ด้วยการออก พรบ.เกณฑ์ทหารและการตั้งกระทรวงกลาโหม

          ต่อมามีคำว่าราษฎรเกิดขึ้นโดยมีการยกถึงคำสละราชสมบัติของล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ที่ใช้คำว่าราษฎร โดยมีนัยว่าอำนาจของพระองค์ที่มีอยู่นั้นมิได้มอบให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง ที่จะทำการโดยไม่ฟังเสียงราษฎรที่แท้จริง เพราะพระองค์ท่านยกให้กับราษฎร ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทนกับคำว่าไพร่ฟ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในศิลาจารึก ส่วนคำว่าประชาชนผู้ร่างได้อธิบายว่าเกิดขึ้นจากการปฏิวัติและสังคมนิยม เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือคำว่า เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินŽ จึงมีการตีความไปว่ามีลักษณะเป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ซึ่งที่กล่าวมานั้นไม่ถูกต้อง เพราะคำว่าประชาชนหรือฐานะความเป็นประชาชนตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า citizenship ซึ่งต้องคู่กับวิถีรัฐธรรมนูญ (constitutionalism) สองคำนี้จะเห็นได้ชัดในรัฐธรรมนูญของประเทศฟิลิปปินส์

         คำว่า citizen คือบุคคลที่เป็นคนท้องถิ่น (native) หรือคนที่แปลงสัญชาติ (naturalized) ซึ่งมีสิทธิ (rights) และหน้าที่ (duties) และนี่คือความหมายของคำว่าประชาชน คำดังกล่าวไม่ได้มีความหมายว่าเป็นสังคมนิยม หมายเพียงเป็นสมาชิกชุมชนการเมืองที่มีสิทธิทางการเมือง อันได้แก่ มีสิทธิลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกตั้ง และมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย เสียภาษี และในกรณีเป็นชายต้องเกณฑ์ทหาร ในปทานุกรมของราชบัณฑิตยสภาฉบับล่าสุด อธิบายคำว่าพลเมืองว่าหมายถึงประชาชน ราษฎร และชาวประเทศ ซึ่งคำว่าพลเมืองก็คือประชาชน และหมายรวมถึงราษฎรและชาวประเทศ มิได้มีความหมายแตกต่างไปจากคำว่าประชาชน การอ้างว่าประชาชนหมายถึงมีอำนาจทางการเมือง และการอ้างว่าประชาชนเป็นคำสังคมนิยมนั้นเป็นการอ้างที่ไม่มีพื้นฐานในทางวิชาการ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจะอธิบายได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 มาตรา 5 บัญญัติไว้ความว่า ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศและศาสนาใด ย่อมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญนี้โดยทั่วกัน ไม่มีที่ใดบอกว่าประชาชนเป็นคำที่ใช้ไม่ได้ เพราะมาตรา 5 เป็นมาตราสำคัญอยู่ในตอนต้นๆ ของรัฐธรรมนูญ

         นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีศัพท์อื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจ และเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา นักวิชาการก็คือคำว่า ปวงชน โดยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ส่วนศัพท์แสงที่ใช้กันโดยทั่วไปหมายถึงประชาชนกลุ่มใหญ่ก็คือคำว่ามหาชน โดยพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามŽ คำว่า มหาชน ก็คือจำนวนคนส่วนใหญ่ หรือจำนวนคนมาก

        เพื่อจะให้เข้าใจคำว่าประชาชนที่มีสิทธิและหน้าที่ จะเห็นได้จากการที่มีสิทธิถือสัญชาติประเทศนั้น ซึ่งแตกต่างจากคำว่าเชื้อชาติไม่มีในกฎหมาย และบัดนี้ได้เลิกใช้คำดังกล่าวแล้วในเอกสารราชการ เพราะเป็นคำศัพท์ที่ไม่สามารถจะแยกแยะได้ว่าเชื้อชาติคืออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยประกอบด้วยประชาชนที่มาจาก 70 กว่าเผ่าพันธุ์ และในอดีตเรียกว่าเป็นชาวสยาม คำว่าไทยเพิ่งเกิดขึ้นในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่เปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย ก่อนนั้นมักจะเรียกคนตามชื่อเมือง เช่น ชาวสุพรรณบุรี ชาวอยุธยา ชาวล้านนา ชาวล้านช้าง

        ประชาชนที่มีสัญชาติของประเทศใดจะมาจากสองหลัก หลักแรกคือหลักดินแดน (jus soli) ผู้ถือกำเนิดในที่ใดก็จะได้สัญชาติของประเทศที่ตนถือกำเนิดนั้นถ้าเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมายซึ่งเป็นหลักที่ใช้ในสมัยโรมัน ส่วนอีกหลักหนึ่งคือหลักสายโลหิต (jus sanguinis) แปลว่าคนซึ่งมีสัญชาติของประเทศใดนั้น แม้ไปเกิดที่อื่นก็ยังเป็นคนสัญชาตินั้น เช่น บิดามารดาของอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนไทย ถึงแม้นายอภิสิทธิ์เกิดที่อังกฤษก็ยังเป็นคนมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ใครก็ตามที่อ้างมาเป็นประเด็นว่าไม่ใช่คนสัญชาติไทยโดยกำเนิดเป็นผู้ที่ขาดความรู้ หรือมีจุดประสงค์ในทางการเมือง รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังมีอีก เช่น บุคคลที่เกิดโดยมารดาเป็นไทยแต่บิดาไม่ปรากฏก็จะได้สัญชาติไทย หญิงต่างชาติที่แต่งงานกับคนไทยสามารถขอแปลงสัญชาติตามสามี หรือบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวเมื่อมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดก็ขอแปลงสัญชาติไทย แต่อาจมีสิทธิไม่เท่าเทียมกับคนที่มีสัญชาติไทยทั่วไป แต่ก็ใกล้เคียง นอกจากนั้นยังอาจมีบุคคลที่มีสองสัญชาติ (dual citizenship) เช่น คนที่มีพ่อแม่เป็นไทย เกิดในสหรัฐอเมริกาก็จะได้สัญชาติอเมริกันด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นคนมีสัญชาติไทยด้วย ซึ่งในทางกฎหมายต้องเลือกสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติก็ถือพาสปอร์ตสองเล่มสองประเทศแล้วแต่ความสะดวกและประโยชน์ที่จะได้รับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บุคคลที่มีสัญชาติประเทศนั้นก็คือประชาชน (citizen) ไม่จำเป็นต้องเน้นให้เป็นพลเมือง ประชาชนก็คือพลเมือง แต่หมายถึงคนทั่วๆ ไป คำว่าพลเมืองจะตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า populace ซึ่งแปลว่าคนทั่วๆ ไปที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นที่มีขอบเขตที่กำหนดแน่นอน

         นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีศัพท์ว่าประชาราษฎร เท่ากับ ประชาชน+ราษฎร ในกรณีที่เป็นบุคคลที่จะเป็นประชาชนนั้นมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 บัญญัติไว้ความว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตายŽ บุคคลย่อมมิสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกเว้นแต่ถูกฟ้องล้มละลาย หรือเป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือไร้ความสามารถ นอกเหนือจากนั้นก็มีองค์กรเช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล สมาคม มูลนิธิ องค์กรมหาชน กระทรวงทบวงกรมที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่มีชีวิตจิตใจแต่มีสภาพกฎหมายที่เหมือนบุคคล มีสิทธิในการซื้อที่ดินทำนิติกรรมสัญญา คนที่มีชีวิตทั่วไปเรียกว่าเป็นคน (human being) หรือเรียกว่ามนุษย์ ซึ่งภาษาลาตินคือ Homo sapiens ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้เกี่ยวกับบุคคลที่หายใจ กิน ขับถ่าย ทั้งสิ้น ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศในยุคล่าอาณานิคม มีศัพท์ตัวหนึ่งเกิดขึ้นคือคำว่า subject ภาษาไทยเรียกว่า สัปปะเยก เช่น คนสัญชาติไทยแต่เป็นสัปปะเยกอังกฤษ (British subject) แปลว่า คนไทยในบังคับอังกฤษไม่ต้องขึ้นศาลไทยแต่ขึ้นศาลกงสุลเพราะถือว่ามีกฎหมายที่มีอารยธรรมสูงกว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับคนนั้น ถ้าเป็นคนจำนวนมากเรียกว่ากลุ่มคน (crowd) แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนหรือฝูงชนที่คุมไม่ได้ก่อการจลาจล เรียกว่าม็อบ (mob) ซึ่งคนไทยเข้าใจผิด คนที่มาประท้วงไม่ใช่ม็อบ เป็นผู้ประท้วง (demonstrators)

        ในกรณีของการแยกแยะระหว่างฝ่ายรัฐกับคนทั่วๆ ไปนั้นก็มีศัพท์คำว่า รัฐ-เอกชน เช่นภาครัฐร่วมเอกชน รัฐได้แก่เจ้าพนักงานหรือข้าราชการที่กินเงินเดือนจากรัฐ ส่วนเอกชนได้แก่ปัจเจกบุคคลหรือบริษัทห้างร้าน ฯลฯ นอกเหนือจากนั้นยังมีการแยกแยะระหว่างทหารและพลเรือน เช่น ข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน คำว่าราษฎรก็เคยมีลักษณะทางการเมืองเป็นการอ้างถึงสิทธิที่ตนมีความภูมิใจ เช่น ข้าพเจ้าเป็นราษฎรเต็มขั้นŽ หมายถึง เสียภาษี มีสิทธิที่จะเรียกร้องจากรัฐแม้จะไม่ใช่ข้าราชการก็ตาม

         จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า คำศัพท์เกี่ยวกับคนซึ่งเป็นมนุษย์ซึ่งอยู่ในชุมชนการเมือง มีฐานะทางกฎหมายขึ้นอยู่กับระบบการเมือง การปกครองบริหาร ตั้งแต่ไพร่ฟ้าจนมาถึงยุคราษฎร และปัจจุบันก็คือคำว่าประชาชน ซึ่งก็ต้องอธิบายว่าคำว่าประชาชนหมายถึงคนซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ มีสัญชาติประเทศนั้น ขณะเดียวกันความหมายอีกอันหนึ่งซึ่งใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษคือคำว่า people ดังนั้น คำว่าประชาชนในภาษาไทยจึงมีที่มาจาก citizen และจาก people คำว่า people เช่น The Peopležs Republic of China หมายความว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน คำว่าประชาชนในที่นี้กล่าวถึง people ซึ่งความหมายที่แท้จริงก็คือ ระบบการปกครองในอดีตเป็นระบบที่ผู้อยู่ใต้ปกครองอยู่ภายใต้ระบบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงไม่ใช่รัฐของคนส่วนใหญ่หรือของประชาชน คือของ people ต่อมา ในสมัยก๊กมินตั๋งของจีนก็กลายเป็นคณะบุคคลหรือคณาธิปไตย ที่เรียกว่า oligarchy ก็ยังไม่ใช่ของประชาชนทั่วๆ ไป เมื่อมีการปฏิวัติเป็นสังคมนิยมทั้งในจีน เวียดนาม และที่อื่นๆ จึงนิยมใช้คำว่า The Peopležs Republic ซึ่งหมายความว่า ระบบการเมืองนั้นเป็นของประชาชนทั่วๆ ไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (popular sovereignty) popular ก็คือ people นั่นเอง คำว่าประชาชนจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ระบบใดก็ตามที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็คือ the peopležs political system แม้แต่คำว่าประชาธิปไตย (democracy) ก็มาจากคำว่า demos ซึ่งหมายถึงประชาชน บวกกับ kratos หรือ kratia ซึ่งแปลว่าการปกครองหรืออำนาจ democracy จึงแปลว่าอำนาจการปกครองมาจากประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงสังคมนิยม แต่หมายถึงการปกครองที่อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน ซึ่งสอดคล้องกับความชอบธรรมที่เคยอ้างอาณัติจากสวรรค์ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นความชอบธรรมที่มาจากประชาชน หรือคำกล่าวที่ว่า เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ (Vox populi, vox Dei) ความหมายคือมีความชอบธรรมทางการเมือง (political legitimacy) เช่นเดียวกับที่กษัตริย์ที่อ้างว่าสวรรค์ให้อาณัติ นอกจากนั้นยังมีการอ้างคำว่า polis หมายถึงประชาชนที่อยู่ในเมืองอันเป็นนครรัฐในสมัยกรีกโบราณ และคำว่า polis ก็นำไปสู่ politics คือคนที่อยู่ในสังคมการเมือง ไม่ได้มีความหมายตามที่มีการอรรถาธิบายโดยบางคน

       ข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งคือภาษาอังกฤษมีคำว่า private citizen ความหมายก็คือ คนที่อยู่ในประเทศนั้นอาจจะมีตำแหน่งทางราชการ แต่เมื่อมีการแสดงความคิดเห็นก็อาจแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนที่เป็นเอกชน ไม่ใช่ฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ คำว่า private citizen ก็มีความหมายดังกล่าว ศัพท์แสงอีกตัวหนึ่งก็คือ popular ซึ่งหมายถึงประชาชนนั้นได้นำไปสู่นโยบายเศรษฐกิจคือ popularism อันหมายถึงประชานิยมหรือทำเพื่อประชาชน คำที่ใช้ในการวิจัยก็คือ population ซึ่งความหมายดั้งเดิมคือจำนวนประชากร ซึ่งภาษาจีนเรียกว่า ปากประชาชน คือ เหรินโขว่ แปลว่าปากที่ต้องเลี้ยง ในทางวิชาการวิจัย ประชากรหมายถึงสิ่งที่ต้องศึกษา เช่น คนทั้งหมู่บ้าน ก้อนหินทั้งหาดทราย ต้นไม้ทั้งป่า เปลือกหอยที่มีอยู่เพื่อทำการศึกษานั้น ซึ่งจะต้องมีการสุ่มตัวอย่างจากประชากร

        ที่กล่าวมายาวเหยียดซึ่งยังไม่จบก็เพื่อให้ผู้ที่ไม่เข้าใจได้เข้าใจความหมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือความหมายของคำว่าประชาชน หมายถึงสมาชิกของชุมชนการเมืองที่มีสิทธิทางการเมืองและมีหน้าที่ ในความหมายในตัวของมันเองก็คือจะต้องมีอำนาจทางการเมืองในการเลือกผู้บริหารประเทศ อันเป็นส่วนสำคัญของสองหลักคือ citizenship และ constitutionalism อันเป็นฐานของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (democracy) ซึ่งหมายถึงประชาชนมีอำนาจในการปกครองตนเอง

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.siamrath.co.th/web/?q=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3