ประชาสัมพันธ์

Back

ค่ายอาสามันเอ๊าท์ (ล้าสมัย) ไปแล้วครับ : มุมมองจากการประสบการณ์การทำค่ายอาสาของคนรุ่นใหม่


เอาจริงๆโมเดลเรื่องการทำค่ายอาสามันเอ๊าท์ (Out of trend = ล้าสมัย)มากเลยนะ เราเกิดมามันก็เอ๊าท์ไปแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันก็ยังมีกลุ่มคนที่ฝักใฝ่ในงานอาสาอยู่ เราเคยได้ยินหลายคนพูดถึงค่ายอาสาประมาณว่า คุณเดินทางเอาเงินไปให้เขามันจะไม่ประหยัดกว่าหรอกับการที่คุณพากันขนไปเยอะๆต้องเสียค่ารถค่าข้าวกับจำนวนคนตั้งเท่าไรสมมติว่าเราเอาแต่เงินไปมอบให้เขาอย่างเดียวเนี่ย แล้วคิดหรอว่าเขาจะสร้างไม่ได้ เลยตั้งคำถามว่า ถ้าเอาเงินไปให้เขาเลยเนี่ยมันจะไม่มีประสิทธิภาพได้ประสิทธิผลกับชุมชนมากกว่าเหรอ อันนี้คือที่มองในแง่ๆหนึ่งนะแต่ที่ค่ายอาสามันยังดำรงอยู่ในสังคม เราว่ามันยังมีหน้าที่หรือยังมีประสิทธิภาพในตัวมันอยู่แต่เมื่อไรก็ตามเมื่อบริบททางสังคมมันไปไกลเกิน ค่ายอาสาหมดหน้าที่ มันก็จะหายไปจากสังคมนี้เอง

 

         

           หลังจากพูดคุยกับ ปาม หรือฐิตินันท์ ใกล้ชิด เกี่ยวกับงานเสวนา ค่ายอาสา: อดีต ปัจจุบัน อนาคตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการค่ายอาสา ค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กและชุมชน ครั้งที่ 21” ที่โรงเรียนบ้านแก่งครก อ.ด่านซ้าย จ.เลย วันนี้เราลองมาพูดคุยกับ จ๋วน หรือ นายณัฐวุฒิ พิมพ์สำราญ[1] หนึ่งในประธานค่ายเด็ก ครั้งที่ 21 ในครั้งนั้น เกี่ยวกับกิจกรรมค่ายอาสาที่เกิดขึ้นรวมถึงมุมมองและความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับค่ายอาสา

ค่ายที่จัดขึ้นเป็นค่ายอาสา ภายใต้ชื่อว่า โครงการค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กและชุมชน ครั้งที่ 21 ทำที่โรงเรียนบ้านแก่งครก อ.ด่านซ้าย จ.เลย นะครับ เมื่อปี 2558 ในแง่ของกิจกรรมหลักคงไม่แตกต่างจากค่ายอาสาทั่วไปซึ่งก็คือ ไปสร้างอาคาร เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังดีกว่าว่าเราไปทำอะไรบ้าง ตอนนั้นเราไปเราไปทำ 4 อย่างด้วยกัน 1.หนังสือที่รวบรวมข้อมูลชาติพันธุ์วรรณนา(Ethnography)ของชุมชน 2. หนังสือเด็กอ่านที่ย่อยข้อมูลมาจากข้อมูลชาติพันธุ์วรรณนาอีกทีหนึ่ง 3. นิทรรศการถาวรที่ติดตั้งที่อาคารอเนกประสงค์ และสุดท้าย 4. อาคารอเนกประสงค์

 

         

       

            แนวคิดของกลุ่มนักศึกษาที่พยายามมุ่งเข้าหาตัวชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลของชุมชนและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการศึกษาธรรมชาติของชุมชน ทั้งทางกายภาพและนามธรรมเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการกับการทำค่ายในครั้งนี้

ความพิเศษของค่ายนี้นะครับก็คือ เรานำทักษะของนักศึกษาโบราณคดีไปปรับใช้ในการเก็บข้อมูลชุมชน หรือ การลงชุมชน นั้นเองนะครับ เราลงไปแล้วได้อะไร ก็จะได้ข้อมูลชุมชน ข้อมูลพื้นฐานหลายๆด้าน เรื่องราวทางเศรษฐกิจ การเมือง ความเชื่อ แล้วเราก็นำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์จนกลายเป็นหนังสืออีกทีหนึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แม้กระทั่งตัวอาคารอเนกประสงค์เราก็ศึกษาพิธีกรรมตอนสร้างบ้านของคนในชุมชนและนำพิธีกรรมนั้นมาใช้กับตัวอาคารด้วย โดยได้ผู้นำด้านความเชื่อของหมู่บ้านนี้แหละ(หมู่บ้านแก่งครก) รวมถึงผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านคนอื่นๆมาช่วยทำพิธีให้ ยิ่งเราเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับงานเราเมื่อไร ชาวบ้านและชุมชนก็จะตระหนักว่าอาคารที่เราช่วยกันสร้างนั้นเป็นของร่วมกับของหมู่บ้านและโรงเรียน ดังนั้นการรักษาตัวอาคารก็จะถูกส่งต่อโดยอัตโนมัติจากพวกเราถึงชุมชนที่ร่วมกันสร้างอาคารนี้ขึ้นมา

         นอกจากรายละเอียดหรือแนวคิดในการจัดทำค่ายแล้ว จ๋วน ยังเล่าให้เราฟังถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในการทำค่ายที่มีอายุกว่า 20 ปีนี้กับการเปลี่ยนชื่อค่ายให้สอดคล้องกับบริบทและช่วงเวลาในสังคมปัจจุบันมากที่สุดเพื่อเป็นการสร้างความรู้สึกใหม่ๆให้กับการทำค่ายครั้งนี้และทิ้งเรื่องราวไว้ให้คนอื่นๆคิดต่อติดตาม หากจะเปรียบคงเหมือนทฤษฎีผีเสือขยับปีก หรือ The Butterfly Effect[2]

ตอนแรกค่ายนี้ใช้ชื่อว่า ค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กในชนบทหลังจากได้นั่งคุยกับเพื่อนๆกับทีมงาน คำว่าชนบท นี้มันหมดไปแล้วหรือเปล่า หรือยังไม่หมดผมก็ไม่รู้ จุดกำเนิดของค่ายอาสามันก็ประมาณ 50 ปีมาแล้วนะครับ 1. ชนบทหายไปแล้วเหลือเพียงแค่ชุมชนเท่านั้นเอง และ 2. การที่ไปตั้งค่าให้เขาว่าเป็นชนบทมันเป็นการตั้งค่าเขาต่ำไปหรือเปล่าเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำอะไรบางอย่างหรือเปล่า แต่ถ้าเราเปลี่ยนไปใช้คำอื่นที่มันให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไปมันก็จะสร้างอะไรบางอย่างใหม่หรือเปล่า อย่างที่บอกคำว่าชนบทมันดูไกลจากสังคมเรามากไปแล้ว อีกแง่หนึ่งก็คือ ทุกที่ที่เกิดการรวมกลุ่มกันของคน เราเรียกว่าชุมชน เราเลยตัดสินใจว่าใช้คำว่าชุมชนน่าจะเข้าท่ากว่า เลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อค่ายมาเป็น “ค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กและชุมชนแทนครับ

       

     

             ก่อนที่ จ๋วน จะปิดจบการสนทนานี้ด้วยการกล่าวถึงสิ่งที่ได้รับจากการทำค่ายโบราณคดีเพื่อเด็กและชุมชน ครั้งที่ 21 ของเขาไว้ว่า

สิ่งที่ผมได้จากการทำค่าย ถ้าในแง่ของการเป็นปัจเจคบุคคล ผมว่ามันทำให้ผมได้เติบโตขึ้น เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เรียนรู้การทำงานการวางแผน ความสำเร็จ ความผิดหวัง ประมานนี้นะครับ ส่วนในแง่ที่มันกว้างขึ้นมาหน่อย ง่ายๆคือ ได้ให้ผู้อื่นนี้แหละ ที่เราได้รับ

       

 

 

(บทสัมภาษณ์: ลักษณพร ประกอบดี วันที่ 18 สิงหาคม 2560)

ที่มาภาพ : Tantanine Namsen (Facebook), Finn phimphitcha (Facebook)

 

[1]  นายณัฐวุฒิ พิมพ์สำราญ, นักศึกษาคณะโบราณคดี(สำเร็จการศึกษาแล้ว), สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560

[2] เป็นการสื่อความหมายว่า เรื่องเล็กๆ เช่นการที่ผีเสื้อกระพือปีกสามารถก่อให้ เกิดเรื่องใหญ่ๆที่ไม่คาดคิดในระยะทางไกลๆได้ (เข้าทำนอง เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว”) เขา อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้า อากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect (ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก (The Butterfly Effect),https://tanapongkub11.wordpress.com/-the-butterfly-effect/, สืบค้นวันที่ 21 สิงหาคม 2560)