ประชาสัมพันธ์

Back

จุฬาฯ ฮักน่าน: ค่ายอาสาพัฒนาฯยุคใหม่ใส่ใจความยั่งยืน

  

        วันนี้เราได้นัดเจอกับน้องเคิร์ก ดำรงศักดิ์ หลวงไกร นิสิตคณะอักษรศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ ชั้นปีที่ 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานโครงการจุฬา - รากแก้ว อาสาพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจังหวัดน่าน  (จุฬาฯ ฮักน่าน) มาพูดคุยเกี่ยวกับโครงการที่เขาได้มีโอกาสเข้ามารับผิดชอบจากความร่วมมือของมูลนิธิรากแก้วและองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

        โครงการจุฬา - รากแก้ว อาสาพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจังหวัดน่าน (จุฬาฯ ฮักน่าน) มีความน่าสนใจตรงที่ รูปแบบของการทำกิจกรรมที่มีการปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์กับยุคสมัยและสามารถสร้างประโยชน์ในระยะยาวได้ ด้วยการที่ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการมากกว่าการเป็นเพียงเจ้าบ้านที่คอยต้อนรับพวกเขาแต่ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมถึงในกระบวนการการตัดสินใจทำโครงการและการทำงาน มีการจัดทำโครงการให้กลายเป็นโครงการระยะยาวและเจาะจงพื้นที่ที่จะเข้ามาพัฒนาในระยะยาวซึ่งก็คือ จังหวัดน่าน เพื่อที่จะได้ศึกษาข้อมูลและสภาพปัญหาของชุมชนในจังหวัดนี้อย่างเข้าใจและเกิดการพัฒนาเป็นพื้นที่ๆไปอย่างยั่งยืน รวมถึงสามารถนำข้อมูลของพื้นที่จังหวัดน่านมาใช้เป็นกรณีศึกษาในการที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจกรรมในอนาคต ยังไม่รวมถึงบทบาทของลูกค่ายที่มีการปรับเปลี่ยนบทบาทไปอยู่ในฝ่ายคิดกระบวนการและประสานงาน รวมถึงลงไปเป็นลูกมือให้กับชาวบ้านแทนการเข้าจัดการทุกอย่างให้ในทุกกระบวนการ

 

         

 

ที่มาที่ไปของโครงการนี้กับเคิร์ก...

         โครงการนี้ตอนแรกเริ่มต้นมาจาก มูลนิธิรากแก้ว กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จับมือและจดทะเบียนสร้างความร่วมมือ MOU ร่วมกัน ตามโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยพลังนิสิตนักศึกษา นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ และอยู่ภายใต้ฝ่ายพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์ (อบจ.) ทีนี้เราก็ได้เข้าไปตอนเขาเปิดรับสมัครเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมตอนปิดเทอมเล็ก ซึ่งในตอนแรกส่วนตัวเราก็คิดว่า เราอาจจะได้ไปเที่ยวจังหวัดในภาคเหนือที่เราไม่เคยไปแล้วก็เราอาจจะได้แง่คิดจากมุมมองคนรุ่นใหม่ ความคิดแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอ ส่วนในเรื่องของการพัฒนาชุมชนที่เป็นจุดประสงค์ของโครงการนี้ ถ้าพูดตรงๆคือตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้คิดถึงมันเลย แล้วพอมันถึงจุดที่มีเพื่อนๆจากหลายคณะเข้ามาทำกิจกรรมด้วยกันไปพักหนึ่งเราก็เริ่มอินกับกิจกรรมนี้ ว่าชาวบ้านที่จังหวัดน่านเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ความยากลำบากยังไงเขามีอะไรและจัดการอะไรไม่ได้แล้วเขาอยากจะได้รับการช่วยเหลืออะไร ก็รู้สึกดีแล้วก็อยากที่จะทำต่อ ช่วงนั้นเราก็ได้ไปทำกิจกรรมและได้ไปลงชุมชนที่จังหวัดน่านอยู่หลายรอบทำให้เราผูกพันและเริ่มมองเห็นปัญหากับความต้องการ รวมไปถึงกระบวนการแก้ไขปัญหามากขึ้น

 

 

(ผศ.เรืองวิทย์ บรรจงรัตน์ ,อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการจุฬา-รากแก้วฯ)

 

(อาจารย์สิริกัญญา สิงค์คุณา, อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการจุฬา-รากแก้วฯ)

หลักๆแล้ว...

       จุฬาฯ ฮักน่านของเราจะมีโครงการอีกมากมายอยู่ในนั้นซึ่งจะมีค่ายและกิจกรรมให้เราได้เข้าไปเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง และในการทำค่ายเราจะมีการเปิดรับสมัครเพื่อน ๆ ในจุฬา โดยไม่ได้จำกัดคณะหรือชั้นปี เราเปิดกว้างหมด เราอยากจะเปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ในจุฬาได้เข้ามารู้จักเข้ามาร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน เรียนรู้ไปด้วยกัน

       เราพานิสิตเข้าไปในชุมชนเพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าองค์ประกอบของชุมชนมีอะไร สภาพปัญหาหลักๆของชุมชนคืออะไร ชุมชนต้องการที่จะให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง เพราะชุมชนรู้แล้วแหละว่าเรามีองค์ความรู้ที่ทันสมัยและสามารถนำไปประยุกต์กับองค์ความรู้ของชุมชนได้ ก็ให้นิสิตได้เข้าไปเรียนรู้ตรงนั้น เมื่อถึงช่วงที่เราเข้าไปพัฒนาจริงๆ ในพื้นที่ เราก็เกิดไอเดียที่นำไปต่อยอดได้หลายอย่าง เช่น ตอนที่เราเข้าไปช่วยทำโครงการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบท่อกระจายน้ำในพื้นที่ พอโครงการท่อน้ำเสร็จ เราก็ต้องมาดูต่อว่าเมื่อชาวบ้านได้รับน้ำเขาจะทำอะไรต่อ อย่างเช่นหน้าฝนเขาไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหรอกแต่หน้าแล้งเขาจะทำยังไง เราจะมีการเก็บข้อมูลของหมู่บ้านนี้และชาวบ้านกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆ เราจะไม่ทำโครงการให้เสร็จและหยุดแค่นั้น แต่เราจะต่อยอดและพัฒนาชุมชนนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าที่เขาจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้จริงๆ แบบยั่งยืน เรามีแนวคิดที่สำคัญในการดำเนินงานอยู่อย่างหนึ่งคือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ระเบิดจากข้างใน” พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนาที่นำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานของพวกเราอีกด้วย

 

 

 

บทบาทที่เปลี่ยนไปของคนทำค่ายและชุมชน...

        เราต้องการให้ชาวบ้านเป็นตัวหลักในการดำเนินงาน ชาวบ้านจะได้รู้สึกว่ารักและเป็นเจ้าของในสิ่งนั้นๆ รวมถึงมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เขาทำ ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่เป็นเป้าหมายหลักเลย เช่น ค่ายล่าสุดเราไปทำโครงการต่อท่อในพื้นที่การเกษตรหรือการบริหารจัดการน้ำซึ่งจริงๆมันก็มีอยู่แล้วแหละแต่เราเข้าไปช่วยจัดระบบการจัดการใหม่ให้มันได้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและพื้นที่สูงสุด  เรามีการประชาคมชาวบ้านก่อนที่จะทำโครงการ คือการสร้างความเข้าใจและทำข้อตกลงกับชาวบ้านทั้งหมดก่อนที่จะเข้าไปทำ โครงการของเรามีการเข้าไปเรียนรู้ชุมชนหลายๆครั้ง ต้องให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคิด เราจะปรับทุกอย่างจนกว่าที่เราและชาวบ้านจะมีจุดร่วมเดียวกัน ถ้าเข้าบอกว่าตกลงที่อยากจะทำ เราถึงจะเริ่มทำกิจกรรมโครงการนั้นขึ้นมา แต่ถ้าชาวบ้านไม่อยากทำ เราก็จะไม่ทำด้วยเหมือนกัน

       ส่วนนิสิตที่เข้าไปไม่ใช่แรงงานทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะเข้าไปช่วยและเป็นแรงสนับสนุนชาวบ้านมากกว่า ซึ่งจะเป็นช่วงที่เรามีเวลาว่างตอนปิดเทอม เพื่อที่จะให้นิสิตได้เข้าไปเรียนรู้ระบบการทำงานและชาวบ้านก็จะได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการพัฒนาตรงนี้อย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  มันก็เลยเป็นอีกจุดประสงค์หนึ่งของเราที่อยากให้นิสิตเข้ามาเรียนรู้พื้นที่การทำงานร่วมกับชาวบ้าน

 

 

 

ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลง...

       บางคนเวลาไปค่ายกับเรา เราไม่ได้ให้เขาลงมือลงแรงอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็จะรู้สึกว่าเขาทำงานไม่เต็มที่ ด้วยความเคยชินกับค่ายอาสาที่เคยเข้าใจๆกันมา มันทำให้เขารู้สึกกันไปว่ามันไม่คุ้มเลยกับการพามาพื้นที่แบบนี้ มันต้องได้ลงมือ มันต้องได้เหงื่อ มันต้องไม่ประสบการณ์สิ แต่เราก็จะบอกเขาว่าสิ่งที่เราทำแบบนี้ก็เพราะเราอยากจะสอดแทรกให้เขาได้รู้ว่า บริบทสังคมที่แท้จริงแล้วการที่เราเข้าไปในพื้นที่ แล้วอยากทำดีเพื่อสังคม อยากจะทำอะไรสักอย่างที่ชุมชนนั้นไม่มี ถ้าเราไปยัดเยียดหรืออยากจะให้อะไรกับชุมชนโดยแค่คิดว่าอยากจะทำ มันอาจจะเกิดที่ไม่ดีตามมาก็ได้ เขาได้รับของสิ่งนั้นไปก็จริง แต่ใช่ว่าเขาจะใช้งานมันทั้งหมด อาจจะมีอยู่ที่ชาวบ้านดีใจกับสิ่งที่ทำให้และนำไปใช้ประโยชน์จริง แต่บางที่ก็ไม่เป็นแบบนั้น ก็เพราะเราอาจจะชอบเราอาจจะรักการกับเป็นผู้ให้ แต่เราไม่ได้อาจใส่ใจอะไรชุมชนมากเท่าไรนัก ว่าผู้รับเขาจะคิดยังไง จากค่ายที่เคยเห็นมา บางพื้นที่บางสิ่งมันไม่ได้ใช้จริง ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีคนดูแล โครงการเราก็เลยอยากจะทำโครงการที่มันตอบโจทย์กับชาวบ้านมากขึ้น เราจะทำยังไงให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราเข้าไปทำ มันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเขาจริงๆ ทั้งในแง่ของประโยชน์ในระยะยาวและแง่ของความรู้สึกของคนในชุมชน และเราเองก็ได้ประโยชน์จากการไปกิจกรรมตรงนั้นเช่นกัน

 

 

 

ค่ายอาสาในมุมมองของเคิร์ก...

       มันคือพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ กลุ่มนิสิตนักศึกษามารวมตัวกันแล้วก็มีจุดหมาย เป้าประสงค์เดียวกันว่าเราอยากจะทำอะไร ซึ่งสำหรับเรามันต้องมีความหลากหลายทั้งบุคคลและช่วงอายุ รวมถึงมีใจในการอาสาพัฒนาชุมชนจริงๆ และต้องคิดว่าคนที่จะได้ประโยชน์ไม่ได้มีแค่กลุ่มพวกเรา แต่ชาวบ้านจะต้องได้ประโยชน์ด้วย เคิร์กเคยจัดวงโต้วาทีเล็กๆในค่ายที่ทำครั้งหนึ่งด้วยประเด็นที่ว่า คุณเรียนอะไรมา แล้ววันนี้คุณไปเจออะไรในชุมชนมา เอามาคุยกันมาโต้กัน ถ้าเราไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเลย เราจะไม่ได้อะไรจากค่ายกลับมา มันต้องมีการคิดและแชร์ประเด็นต่าง ๆ ร่วมกันทั้งนิสิต คณาจารย์ ชาวบ้าน และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นค่ายอาสาต้องมีผู้นำและผู้ตามที่ดี เคิร์กจะไม่ทำงานแบบเอาตัวเองเป็นผู้นำที่แย่ ชี้สั่งคนนั้นคนนี้ แต่จะทำงานแบบว่า ถ้ากิจกรรมนี้ใครที่เป็นคนรับผิดชอบในส่วนนี้เราจะให้เขาจัดการตัดสินใจในการทำงานเอง และเราก็จะคอยช่วยเหลือ อาจจะเป็นการเสนอความคิดเห็นด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนได้แสดงออกทางความคิด และความหลายหลายมันจะเป็นข้อดีของการทำงานของเรา ถ้าค่ายของเรามันถูกจำกัดสิทธิ์มากเกินไป เราจะไม่รู้สึกว่าค่ายนี้คือค่ายอาสา เพราะทุกคนต้องอาสาในการร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมยินดีไปพร้อม ๆ กัน

 

 

      

สารถึงคนทำค่าย...

       ถ้าเราเปลี่ยนแปลงมุมองหรือแง่คิดว่า โลกหรือสังคมในปัจจุบันนี้ มันไม่ได้มีปัญหาอยู่ด้านเดียว พอเรามีแง่คิดที่มองโลกให้มันกลมมากขึ้น มองปัญหาหลากหลายมากขึ้น เมื่อเราคิดแบบนี้มันก็นำมาสู่การพัฒนาในตัวนิสิตเองว่า เราเห็นความจริงมากขึ้น และเราเชื่อมโยงวัตถุประสงค์เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ได้มากกว่าที่เคยเป็น เพราะเราได้นำองค์ความรู้ที่มี มาประยุกต์เข้ากับสภาพความเป็นจริงในชุมชนสุดท้ายแล้วมันจะเกิดการพัฒนาที่ไม่เหมือนเดิมและมันจะดีมากขึ้นเรื่อย ๆ

      เรา(ทีมจุฬาฯ ฮักน่าน)พูดกันเป็นปากเป็นเสียงเดียวกันว่า เราอยากให้ชาวบ้านมีการพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ถ้าไม่เกิดแรงผลักดันจากตัวเองเยอะๆ แล้วชาวบ้านจะได้ประโยชน์และความสุขไหม หลายคนบอกว่ามีหน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชนตั้งเยอะแยะที่จะเข้ามารับผิดชอบส่วนนี้ แต่ถ้าเราเริ่มอะไรจากตัวเองก่อนเราเชื่อว่ามันจะไปได้เร็วมากกว่า มากกว่าไปโทษองค์กรนู้นนี้ว่าทำไมไม่ทำ เราต้องเปิดใจว่า ตัวเองต้องทำนะ ถ้าตัวเองไม่ทำแต่อยากให้มันเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วเมื่อไรมันจะเป็นแบบที่เราต้องการได้ ถ้ามันไม่เกิดการพัฒนาที่มันเริ่มมาจากตัวของเราก่อน

 

         

 

          สุดท้ายก่อนจะจบบทสัมภาษณ์ครั้งนี้หลังจากนั่งพูดคุยกันอย่างออกรสกับแววตาที่มุ่งมั่นและสดใสของน้องเคิร์ก เขาก็ได้กล่าวกับเราอีกประโยคว่า "เคิร์กเข้าจุฬาฯ มาไม่ได้มีแพชชั่นการใช้ชีวิตเพื่อเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแพชชั่นในการทำกิจกรรมอีกด้วย เพื่อเป็นการปูทางสร้างโอกาสและอนาคตให้กับตัวเอง แล้วมันยังทำให้เราเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความคิด ซึ่งก็เปลี่ยนได้จากตัวของเราเอง ไม่ใช่มีใครมาเปลี่ยนตัวของเรา ถ้าเราอยากให้อะไรสักอย่างดีขึ้นแล้วเราเป็นคนมองเห็นปัญหาในตรงนั้น เราก็ต้องเริ่มคิดเริ่มลงมือก่อน" ที่สะกิดใจให้นำไปขบคิดไม่ใช่แค่เรื่องการทำค่ายอาสาเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตเราด้วยเช่นกัน ลองกลับไปทบทวนตัวเองดูสิว่ามีอะไรบ้างที่เห็นต่างแล้วได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมันขึ้นมาบ้างหรือเปล่า?

              

สามารถติดตามกิจกรรมโครงการจุฬาฯฮักน่านได้ที่ Facebook: Chula hugs Nan : จุฬาฯ ฮักน่าน

 

 

บทสัมภาษณ์: ลักษณพร ประกอบดี ThaiActiveCitizen

ผู้ให้สัมภาษณ์: ดำรงศักดิ์ หลวงไกร (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560)

ที่มารูปภาพ: ดำรงศักดิ์ หลวงไกร